บริษัทญี่ปุ่นใส่ใจคนไทยที่ “อวบขึ้น”

บริษัท ROHM มุ่งมั่นที่จะลดค่ารักษาพยาบาลและเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน

 “เอ๊ะ ในเครื่องดื่มที่เราดื่มกันทุกวันใส่น้ำตาลตั้งเท่านี้เลยเหรอ?

 “อาหารกลางวันที่เรากินวันนี้ มีแคลอรี่ตั้งเท่านี้เลยเหรอ?

 

มีเสียงตกใจและเสียงถอนหายใจจากพนักงานในบริษัทหลายคน

 

ภาพด้านล่างเป็นภาพที่พนักงานกำลังทำเวิร์คช็อปเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยอาหารที่เราทานในแต่ละวัน ณ

 

ห้องประชุมของโรงงานในบริษัท ROHM Integrated SystemsThailandจำกัดซึ่งต่อจากนี้จะเรียกว่า “RIST

ในเวิร์คช็อปนี้ วิทยากรได้ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความหมายของค่า BMI และแคลอรี่ของอาหารแต่ละประเภท เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพด้วยอาหารที่เราทาน
ในเวิร์คช็อปนี้ วิทยากรได้ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความหมายของค่า BMI และแคลอรี่ของอาหารแต่ละประเภท เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพด้วยอาหารที่เราทาน

RIST ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 1987 หรือประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นบริษัทที่มีสวัสดิการที่ดีให้กับพนักงาน โดยบริษัทมีกิจกรรมให้ความรู้เรื่องอาหารที่ทานกันในแต่ละวันที่เหมาะกับยุคปัจจุบัน เข้าใจง่ายและสามารถนำไปใช้ได้อย่างสนุกสนาน เพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงานทั้ง 3,800 คนในบริษัท

 

หนึ่งในกิจกรรมนั้นก็คือการทำเวิร์คช็อปประมาณ 90 นาที โดยพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 30 คนในแต่ละครั้งไม่เคยรู้สึกง่วงนอนหรือแอบหลับในระหว่างการทำเวิร์คช็อปเลย วิธีการทำเวิร์คช็อปของบริษัทในแต่ละครั้ง พนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องขึ้นชั่งบนเครื่องตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบภายในร่างกาย โดยเครื่องจะวัดน้ำหนัก เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย มวลกล้ามเนื้อ ระดับไขมันที่เกาะในช่องท้อง อายุร่างกาย ทำให้พนักงานแต่ละคนรู้ตัวเองว่าแต่ละคนได้ใช้ชีวิตประจำวันมาอย่างไรบ้าง มีพนักงานจำนวนไม่น้อยที่ดูปริมาณน้ำตาลที่ผสมอยู่ในน้ำขวดที่วางขายอยู่ทั่วไปแล้วรู้สึกตกใจ และเมื่อคำนวนปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันแล้ว ก็รู้สึกตกใจเข้าไปอีก เพราะปริมาณแคลอรี่ของหลายๆ คนมีมากกว่าค่ามาตรฐานปริมาณแคลอรี่ของคนปกติที่ควรได้รับในแต่ละวันทำให้ตัวเลขหรือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ให้ “สามารถจับต้องหรือมองเห็นได้”

 

 

ดิฉันรู้สึกตกใจมากกับสภาพน้ำตาลที่พูนแก้วออกมา ซึ่งแสดงถึงปริมาณน้ำตาลที่บริโภคใน 1 วัน แต่ก่อนก็รู้ว่ามันเยอะ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเยอะขนาดนี้แล้วก็รู้สึกว่าคนไทยเดี๋ยวนี้อ้วนขึ้นเยอะมากนี่ก็คือความรู้สึกของดิฉัน ผู้ที่มาท่องเที่ยวในเมืองไทยประมาณปีละ 1-2 ครั้งเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้วก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยในปัจจุบัน

 

คนไทยที่ผอมๆ หายไปไหนหมด....

 

 

เมื่อก่อน ดิฉันรู้สึกอิจฉาคนไทยที่ผอม บอบบาง หุ่นสลิม แต่ทุกครั้งที่ดิฉันมาเมืองไทย ก็รู้สึกว่าคนไทยตัวกลมขึ้น มีเนื้อมีหนังมากขึ้น มีไขมันย้วยๆ แกว่งไปแกว่งมาก

คนไทยอวบขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปริมาณไขมันในร่างกายของผู้หญิงถือเป็นปัญหาใหญ่มากๆ
คนไทยอวบขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปริมาณไขมันในร่างกายของผู้หญิงถือเป็นปัญหาใหญ่มากๆ

นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดิฉันคิดเองเออเอง มีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในกลุ่มประเทศอาเซียน คนมาเลเซียมีค่าดัชนีมวยกาย (Body Mass Index: BMI) หรืออัตราส่วนระหว่างน้ำหนักต่อส่วนสูงที่ใช้บ่งบอกว่าอ้วนหรือผอม มากกว่า 25 ซึ่งถือว่า “อ้วน” มากที่สุด รองลงมา ได้แก่ คนไทยจำนวน 32.2% ที่ “อ้วน” ซึ่งนั่นหมายความว่าคนไทย 3 คนมีคนอ้วนเกินไป 1 คน ทำไมคนไทยถึงได้อ้วนขึ้นแบบนี้กัน

 

มีสาเหตุที่คิดได้หลายๆ สาเหตุ เช่น การออกกำลังไม่เพียงพอ ได้รับแคลอรี่มากเกินไป แต่สาเหตุหลักก็คือการทานน้ำตาลมากเกินไปนั่นเอง โดยคนไทยบริโภคน้ำตาลประมาณ 130 กรัมต่อวัน ถ้าคิดใน 1 ปีจะบริโภคประมาณ 50 กิโลกรัม ซึ่งถือว่ามากกว่าคนญี่ปุ่นถึง 3 เท่า

 

การที่ร่างกายของคนเราได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอหรือไม่สมดุลกันจะก่อให้เกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable disease: NCDs) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากวิธีการใช้ชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ทานหวานจัดหรือเค็มจัด มีความเครียด เป็นต้น คนไทยที่เป็นโรคเบาหวานมีประมาณ 8% หรือมากกว่า 4 ล้านคน ซึ่งนี่ถือว่าเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพที่แสนสาหัสปัญหาหนึ่งที่คนไทยซึ่งเป็นเมืองแห่งรอยยิ้มกำลังเผชิญอยู่

 

 

ถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้คงไม่ได้ หากไม่เริ่มสร้างสุขภาพที่ดีให้กับพนักงานตั้งแต่วันนี้ พนักงานของเราก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างสนุกสนาน มีความสุข และไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ให้เราได้ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการบริหารบริษัทได้ในอนาคต RIST ได้ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงเริ่มการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับพนักงานในบริษัทด้วยอาหารที่ทานกันในแต่ละวันตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

 

 

เจ้าหน้าที่ที่ดูแลกิจกรรมนี้คือ นักโภชนาการที่ได้รับการรับรองเป็นนักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กอ.ช.) โดยเริ่มจากการให้ดูพรีเซนเทชั่น อธิบายความหมายของค่าดัชนี BMI และแนวคิดเกี่ยวกับแคลอรี่ ให้พนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมลองยกปริมาณไขมันและกล้ามเนื้อจำลองดู หลังจากนั้นให้คำนวนปริมาณน้ำตาลและปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน พร้อมทั้งตอบข้อสงสัยหรือคำถามต่างๆ ของพนักงาน โดยพยายามทำกิจกรรมนี้ไม่ให้พนักงานที่เข้าร่วมรู้สึกเบื่อหน่าย หากผู้เข้าร่วมเข้าใจและรับรู้ว่าอาหารที่ตนเองทานในแต่ละวันสมดุลแล้วหรือไม่ มีปริมาณน้ำตาลมากเพียงใด ได้รับแคลอรี่มากไปไหม เพียงแค่นี้ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของการเข้าร่วมกิจกรรมนี้แล้ว

 

ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี

 

ภาพที่พนักงานแต่ละคนกำลังตรวจสอบแคลอรี่ของเครื่องดื่มเย็นแต่ละประเภท โดยแบ่งเป็นกลุ่มให้ช่วยกันคิด ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่ให้ความเพลิดเพลินไปพร้อมกับการเสริมสร้างความรู้
ภาพที่พนักงานแต่ละคนกำลังตรวจสอบแคลอรี่ของเครื่องดื่มเย็นแต่ละประเภท โดยแบ่งเป็นกลุ่มให้ช่วยกันคิด ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่ให้ความเพลิดเพลินไปพร้อมกับการเสริมสร้างความรู้

อย่างไรก็ตาม หากทำเวิร์คช็อปที่กล่าวมาข้างต้นเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการสานต่อ กิจกรรมนี้ก็จะสิ้นสุดไปโดยไร้ความหมาย RIST จึงได้ตั้ง “health station หรือสถานีเพื่อสุขภาพ” ในโรงอาหารของบริษัท ที่นี่จะจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น ชาเขียวไม่ผสมน้ำตาล เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขนมที่ไม่ทอด นอกจากนี้ยังมีเครื่องชั่งน้ำหนักและเครื่องวัดความดันไว้ให้พนักงานใช้ได้อย่างอิสระด้วย เนื่องจากที่บ้านของพนักงานส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องชั่งหรือเครื่องวัดเหล่านี้ อีกทั้ง ในห้องพยาบาลยังมีเครื่องตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบภายในร่างกายให้เลือกใช้อีกด้วย

 

RIST ยังไม่ลืมที่จะให้ความรู้กับพ่อครัวและแม่ครัวที่โรงอาหารของบริษัท กล่าวคือบริษัทได้จัดกิจกรรม Master Chef เพื่อสอนให้พ่อครัวและแม่ครัวสามารถทำอาหารเพื่อสุขภาพ โดยสอนตั้งแต่การเลือกหรือการชั่งปริมาณวัตถุดิบ ส่วนผสม เครื่องปรุง และส่งเสริมให้นำผักมาปรุงในเมนูต่างเพื่อจำหน่ายให้กับพนักงานบริษัท นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับอาหารที่ทานในแต่ละวันให้กับลูกๆ ของพนักงานในบริษัทอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ดีสำหรับทั้งพนักงาน ครอบครัว และพ่อครัวหรือแม่ครัว 

คุณคาซึโนริ มาซึอิ รองประธานบริษัทโรมอินทิเกรเต็ด ซิสเต็มส์
คุณคาซึโนริ มาซึอิ รองประธานบริษัทโรมอินทิเกรเต็ด ซิสเต็มส์

คุณคาซึโนริ มาซึอิ ได้ให้เหตุผลของการริเริ่มกิจกรรมนี้ว่า “พนักงานอายุ 40 กว่าปีที่บริษัท 2 คนเพิ่งผ่าตัดเส้นเลือดในสมอง ผมจึงเกิดความคิดที่ว่าจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคให้พนักงานได้อย่างไร เมื่อพบว่าพนักงานที่มีค่า  BMI สูง เป็นโรคความดันสูง หรือเป็นโรคหัวใจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่ารักษาพยาบาลของพนักงานก็เพิ่มมากขึ้นตามมา หากเทียบค่ารักษาพยาบาลเท่ากับ 100 ในปี 2008 ค่ารักษาพยาบาลได้เพิ่มขึ้นเป็น 125 ในปี 2011 ที่ผมเริ่มมาประจำที่เมืองไทย และเพิ่มขึ้นเป็น 143 ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม พนักงานแต่ละคนดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพในเรื่องอาหารการกินสักเท่าไร เวลาทานก๋วยเตี๋ยวก็ใส่น้ำตาลเยอะเลย (หัวเราะ) อาหารไทยมีรสชาติที่อร่อยและจัดจ้าน แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่ดีไม่ดีต่อสุขภาพ ผมจึงคิดที่จะเสริมสร้างสุขภาพของพนักงานด้วยอาหารการกินเพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงานในอนาคตรุ่นถัด ๆ ไป”

 

อย่างไรก็ตาม RIST ไม่มีโนฮาวเกี่ยวกับการเสริมสร้างสุขภาพ ในตอนนั้น คุณมาซึอิ รองประธานบริษัทจึง รองประธานบริษัทจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับบริษัทไทยประกันชีวิตที่มีบริษัทประกันชีวิตสัญชาติญี่ปุ่นที่ชื่อว่า เมจิยาสุดะเซเม ร่วมทุนอยู่

 

 “ค่าประกันของไทยประกันชีวิตถือว่าถูกที่สุด แต่นี่ไม่ใช่เพียงเหตุผลเดียวที่ผมเลือกบริษัทนี้ แต่เป็นเพราะผมคิดว่าบริษัทไทยประกันชีวิตน่าจะสามารถให้บริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพของพนักงานได้”

 

ผู้ที่ยื่นมือมาช่วยในครั้งนั้นคือคุณฮิโรคัทสึ ซาโต้ ซึ่งทำงานอยู่ในแผนกกิจการต่างประเทศของบริษัทเมจิยาสุดะเซเม โดยเริ่มมาประจำอยู่ที่บริษัทไทยประกันชีวิตมาตั้งแต่ปี 2014

 

 “ค่ารักษาพยาบาลของคนไทยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมจึงเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของคนไทยเป็นอย่างมาก และคิดว่าสิ่งที่จำเป็นในการลดค่ารักษาพยาบาลคือการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคที่เกิดจากวิธีการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของพนักงานแต่ละคน แต่ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่าที่เมืองไทยจะมีองค์กรหรือหน่วยงานใดที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง จนมาวันหนึ่งผมได้มีโอกาสอ่านบทความในนิตยสารทางธุรกิจเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างสถานที่ทำงานให้ทุกคนมีสุขภาพดี จึงได้รู้ว่ามีบริษัทแบบที่ผมกำลังหาอยู่พอดี ผมจึงได้ติดต่อกับบริษัทนั้นเพื่อขอคำปรึกษา”  

 

บริษัทที่คุณซาโต้ติดต่อไปนั่นก็คือ บริษัท Marimo5 จำกัด (ซึ่งต่อจากนี้จะเรียกว่า “Marimo5”) ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถให้ความรู้ด้านโภชนาการด้วยหลักสูตรการเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งคิดค้นโดยนักโภชนาการของบริษัทเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจให้กับบริษัทไทยประกันชีวิตและ RIST เอง

คุณฮิโรคัทสึ ซาโต้ ซึ่งทำงานอยู่ในแผนกกิจการต่างประเทศของบริษัทเมจิยาสุดะเซเม โดยเริ่มมาประจำอยู่ที่บริษัทไทยประกันชีวิตมาตั้งแต่ปี 2014
คุณฮิโรคัทสึ ซาโต้ ซึ่งทำงานอยู่ในแผนกกิจการต่างประเทศของบริษัทเมจิยาสุดะเซเม โดยเริ่มมาประจำอยู่ที่บริษัทไทยประกันชีวิตมาตั้งแต่ปี 2014

อาหารไทยที่สามารถปรุงได้เองตามใจชอบของผู้ทาน

 

คุณชิเกรุ ยามาโตะ CEO บริษัท Marimo5 เป็นนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เปิดบริษัทในเมืองไทย ก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2007 ได้มาประจำที่เมืองไทยที่บริษัทในเครือของ ล็อกเล่ย์ ในฐานะพนักงานบริษัท NTT Docomo จำกัด ในช่วงระหว่างที่ประจำอยู่ที่เมืองไทยนั้นได้มีโอกาสรู้จักกับ “Happy Workplace Program” ซึ่งเป็นโครงการของ สสส. เมื่อหมดวาระก็กลับไปยังประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นได้ลาออกจากบริษัทที่ญี่ปุ่นแล้วกลับมาเมืองไทยอีกครั้งในปี 2013 และก่อตั้งบริษัท Marimo5 ที่ให้บริการด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีภายในองค์กร เช่น การป้องกันโรคที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ซึ่งได้แนวคิดนี้มาจาก “Happy Workplace Program” นั่นเอง

คุณชิเกรุ ยามาโตะ CEO บริษัท Marimo5
คุณชิเกรุ ยามาโตะ CEO บริษัท Marimo5

 “เมื่อผมคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้พนักงานคนไทยแต่ละคนอยู่ในสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ผมจึงตัดสินใจที่จะเรียนหลักสูตรการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HRM) ระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างที่ผมประจำอยู่ที่เมืองไทย ในที่สุดผมก็ได้ข้อสรุปว่าการเติบโตของบริษัทจะขาดการส่งเสริมสุขภาพของพนักงานในบริษัทไม่ได้ ในตอนนั้นผมได้พบกับ “Happy Workplace Program” ซึ่งหมายถึง Happy8 หรือสิ่งที่จะสร้างความสุขได้ 8 อย่าง ได้แก่ Happy Body, Happy Soul, Happy Heart, Happy Family, Happy Society เป็นต้น และ Happy8 นี้ล้วนแต่เกิดขึ้นจากนิสัยใจคอและวัฒนธรรมไทยทั้งสิ้น เป็นโครงการที่สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงานในบริษัทนั้นๆ หรือในบริษัทที่เกี่ยวข้องมีสุขภาพที่ดีและมีความสุขในการทำงาน ผมรู้สึกได้ว่าหากทำสิ่งนี้ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยมาก”

 

ในปี 2014 สสส. ได้ริเริ่ม “Happy Workplace International Project” เพื่อส่งเสริมสุขภาพของคนไทยและคนต่างชาติที่ทำงานในบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งคุณยามาโตะเป็นผู้อำนวยการโครงการนี้ บริษัท Marimo5 ได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดของ Happy Workplace Program โดยพัฒนาหลักสูตรการให้ความรู้ด้านสุขภาพกับพนักงานบริษัท พร้อมทั้งปรับปรุงเมนูอาหารในโรงอาหารให้ดีต่อสุขภาพถูกหลักอนามัย โดยอาศัยหลักโภชนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬาและวิทยาศาตร์สุขภาพ  

 

 “ที่ญี่ปุ่นเอง ก็เริ่มมีผู้สนใจเกี่ยวกับแนวคิด “การบริหารภายใต้สุขภาพที่ดี” เพิ่มมากขึ้น โดยหลายบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของพนักงานในบริษัท และมีการคัดเลือก “หุ้นของบริษัทที่มีการบริหารภายใต้สุขภาพที่ดี” ในเชิงกลยุทธ์เพื่อเป็นตัวอย่างในการบริหารงานที่ดีกับบริษัทอื่นๆ แต่ถึงกระนั้นบริษัทที่ได้รับคัดเลือกก็ยังสามารถปรับปรุงการบริหารงานภายใต้สุขภาพที่ดีของพนักงานทุกคนได้อีก และในความเป็นจริงบริษัทที่ใส่ใจกับสุขภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่องยังมีน้อย กล่าวคือมีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง จะทำยังไงในการปรับปรุงเมนูในโรงอาหารหรือการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ RIST ดำเนินการอยู่นั้นเป็นโครงการระยะกลางและยาว ไม่ได้เห็นผลแค่วันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ถือได้ว่าเป็นโมเดลที่ดีโมเดลหนึ่งสำหรับการดูแลสุขภาพของพนักงานที่อยู่ในเมืองไทย” คุณยามาโตะกล่าว

 

อาหารไทยที่สามารถปรุงได้เองตามใจชอบของผู้ทาน

 

เท่าที่ดิฉันได้เห็นการทำเวิร์คช็อปของ RIST พนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนให้ความสนใจเป็นอย่างดีและคาดว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีตามมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมอีก

 

คุณมาซึอิ รองประธานบริษัท กล่าวเสริมว่า

 

 

 “เราทำกิจกรรมนี้ในช่วงระหว่างเวลางาน ช่วงแรกๆ พนักงานไม่ค่อยให้ความสนใจกับการทำเวิร์คช็อปสักเท่าไร บางครั้งมารวมตัวกันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนคนที่ตั้งไว้ แต่ก็ได้คนในแผนก HR ไปเรียก ช่วยกระตุ้นความสนใจของพนักงานให้มาเข้าร่วมกิจกรรม หลังจากนั้นก็มีคนมาเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ แบบตรงเวลาด้วยนะ แต่บางครั้งก็คอมเม้นต์ว่าอาหารของพ่อครัวหรือแม่ครัวที่ได้รับการอบรมในกิจกรรม Master Chef รสจืดไป ใส่ผักเยอะเกินไป (หัวเราะ) ซ้ำยัง ปกติอาหารที่ทำนั้นพ่อครัวหรือแม่ครัวพยายามลดน้ำตาล แต่พนักงานคิดว่าหวานไม่พอ ทำให้ต้องใส่น้ำตาลเข้าไปอีก ซึ่งมากกว่าปริมาณเดิมที่ใส่ก่อนหน้าที่จะปรับเมนูเสียอีก ปวดหัวมากเลยกับปัญหานี้ครับ”

นักโภชนาการที่ได้รับการรับรองเป็นนักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กอ.ช.)
นักโภชนาการที่ได้รับการรับรองเป็นนักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กอ.ช.)

ที่เมืองไทย คนไทยสามารถเลือกปรุงรสเองได้ มีน้ำตาล น้ำส้มสายชู น้ำปลา พริกป่นให้ใส่ได้ตามใจชอบ ซึ่งไม่เหมือนที่ญี่ปุ่นที่พ่อครัวหรือแม่ครัวปรุงรสมาให้เสร็จโดยที่ผู้ทานไม่ต้องเติมอะไรเลย หากคนไทยยังไม่ใส่ใจว่าถ้าใส่เครื่องปรุงเหล่านี้เยอะไปแล้วจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย ก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพได้

พวงเครื่องปรุงที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารของคนไทย ซึ่งคนไทยมักจะใส่น้ำตาลเยอะมาก
พวงเครื่องปรุงที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารของคนไทย ซึ่งคนไทยมักจะใส่น้ำตาลเยอะมาก

  “แต่ก็มีพนักงานหลายคนบอกกับผมว่า “รู้สึกดีใจมากเลยที่บริษัทมีกิจกรรมดีๆ ที่ให้ความรู้เรื่องอาหารกับพวกเรา” และก็มีหลายคนในนั้นที่แสดงความตั้งใจว่า “ใน 1 ปี ผม/ดิฉันจะมีสุขภาพดีให้ได้” ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำอย่างต่อเนื่อง ผมจึงนำเครื่องวัดความดันและเครื่องตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบภายในร่างกายเข้ามาวางในบริษัทให้พนักงานได้ใช้กัน ถ้าพนักงานคนไหนมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เขาก็ดีใจ รู้สึกว่าตนเองทำสำเร็จแล้ว นอกจากนี้ ยังมีกล่องความคิดเห็นวางไว้ตามสถานที่ต่างๆ ในบริษัทเพื่อรับฟังความคิดเห็นของพนักงานแต่ละคน โดยเราจะติดความคิดเห็นเหล่านั้นพร้อมคำตอบตามข้อซักถามไว้ที่บอร์ดในโรงอาหาร เช่น มีคอมเม้นต์จากพนักงานว่าทำไมอาหารในโรงอาหารถึงรสจืด ใส่ผักเยอะ ผมก็เลยตอบไปว่า “ที่ไม่ได้ใส่เครื่องปรุงเยอะ มีแต่ผักไม่ค่อยมีเนื้อนั้น ไม่ได้เพราะขี้เหนียวนะ” (หัวเราะ) และผมคิดว่าการสื่อสารกับพนักงานให้เข้าใจว่าการดูแลสุขภาพของพนักงานก็เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารบริษัทนั้นเป็นสิ่งสำคัญ” คุณมาซึอิ รองประธานบริษัทกล่าว

 

แล้วทำไมต้องเสียเวลา เสียเงินเพื่อที่จะทำเช่นนี้

 

ค่ารักษาพยาบาลลดได้จริงๆ

 

เมื่อเปรียบเทียบค่ารักษาพยาบาลของพนักงานคนไทยทั้ง 65 คนที่เข้าร่วมโครงการอบรมด้านอาหารของ Marimo5 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ถึงปลายเดือนมกราคม 2015 พบว่าค่ารักษาพยาบาลของพนักงานจำนวน 47 คน ลดลงจากปีที่แล้ว หรือลดลง 72% นี่ก็เป็นส่วนที่ทำให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น ซึ่ง RIST เองก็ได้มีการสำรวจความพึงพอใจของพนักงานที่มีต่อบริษัทอย่างสม่ำเสมอ ใน 2 ปีนี้ มีพนักงานที่ตอบว่า “รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานที่นี่” เพิ่มมากขึ้น

คุณมาซึอิ รองประธานบริษัทเล่าให้ฟังว่า

 

“ที่พนักงานตอบแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกดีใจมาก นั่นหมายถึงพนักงานเข้าใจในสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำให้พนักงานมาตลอด การดูแลใส่ใจพนักงานนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก พนักงานจะผลิตสินค้าดีๆ ให้เราได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ ถ้าทำได้เช่นนี้ พนักงานก็อยากจะมาทำงานกับเรา ทำงานเพื่อเรา ซึ่งผมอยากสร้างสภาพแวดล้อมและวงจรที่ดีในการทำงานเช่นนี้ให้กับพนักงานคนไทยในระหว่างที่ผมอยู่ที่นี่”

ในอนาคต โมเดลของ RIST นี้อาจจะถูกนำไปใช้ในบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ ในเมืองไทย หรือประเทศอื่นในอาเซียนด้วย

 

คุณซาโต้ พนักงานบริษัทไทยประกันชีวิต กล่าวเสริมว่า

 “ตอนที่ผมไปเยี่ยมลูกค้าที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นเมืองไทย มีหลายบริษัทถามผมว่า “RIST มีกิจกรรมดูแลสุขภาพของพนักงานอย่างไรบ้าง” ผมจึงเล่าให้พวกเขาฟังในสิ่งที่ผมได้เห็นได้รู้มา และมีหลายบริษัทในนั้นที่บอกกับผมว่า “อยากจะทำแบบนี้บ้าง” ผมคิดว่าผลของกิจกรรมดีๆ แบบนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ค่ารักษาพยาบาลลดลงอย่างฮวบฮาบภายในเดือนหรือสองเดือน เราควรมองผลที่จะได้รับในระยะกลางหรือยาวมากกว่า และผมก็เชื่อว่าการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะนี้สามารถสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้กับพนักงานได้เป็นอย่างดี”

 

แล้วทำไมต้องเสียเวลา เสียเงินเพื่อที่จะทำเช่นนี้

 

มีหลายบริษัทที่ไม่ได้คิดว่า “เพราะ RIST เป็นบริษัทใหญ่ถึงทำแบบนี้ได้” แล้วพร้อมที่จะ “เรียนรู้ตัวอย่างที่ RIST ทำอยู่มาปรับใช้ในบริษัทของตัวเอง” เหตุผลที่หลายบริษัทคิดเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างพนักงานคนไทยด้วยกันเอง

มีพนักงานคนไทยหลายคนที่กำลังดูอยู่ว่า มีบริษัทใดบ้างที่ใส่ใจกับ “สุขภาพของพนักงาน” หากบริษัทไหนใส่ใจเรื่องสุขภาพของพนักงาน ข้อมูลนี้ก็จะพูดต่อๆ กันไปในทางที่ดี แต่ในทางกลับกันบริษัทไหนที่ไม่ดูแลสุขภาพของพนักงาน ก็จะถูกพูดต่อๆ กันไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของพนักงานว่าจะทำงานต่อที่บริษัทนั้นหรือไม่หรือการตัดสินใจว่าจะเลือกบริษัทไหนเข้าทำงานดี นั่นหมายความว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีนั้นเกี่ยวข้องกับการบริหารบริษัทโดยตรง

 

คุณยามาโตะ CEO บริษัท Marimo5 แสดงความตั้งใจที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่น

 “ผมจะขยายธุรกิจในลักษณะนี้ไปยังประเทศอื่นๆ ในเอชีย โดยจะต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมหรือนิสัยใจคอของคนในประเทศนั้นๆ หรือว่าจะเป็นญี่ปุ่น? ก็อาจจะเป็นไปได้ ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นคงทำเหมือนรูปแบบที่ใช้ในเมืองไทยไม่ได้ ที่ญี่ปุ่นเองก็มีธุรกิจที่ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน ให้พนักงานทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าจะใช่สถานที่ทำงานได้เลย แต่ตอนนี้ผมอยากเน้นไปที่เมืองไทยมากกว่า อยากจะเพิ่มบริษัทที่ดูแลสุขภาพของพนักงานได้อย่าง RIST อีก” 

ในอนาคต “ความพยายามของทั้ง 3 คน ในการ “ส่งเสริมสุภาพที่ดีให้กับคนไทย” คงไม่หยุดอยู่ที่เมืองไทยเพียงประเทศเดียว แนวคิดนี้ยังจะขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วย
ในอนาคต “ความพยายามของทั้ง 3 คน ในการ “ส่งเสริมสุภาพที่ดีให้กับคนไทย” คงไม่หยุดอยู่ที่เมืองไทยเพียงประเทศเดียว แนวคิดนี้ยังจะขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วย

3 คนที่กล่าวมา มีความคิดตรงกันที่จะ “ส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย!” เปรียบเสมือนอัศวินทั้ง 3 ที่กำลังทำในสิ่งท้าทายอยู่ หากพนักงานในบริษัทมีสุขภาพที่ดี มีความสุข ค่ารักษาพยาบาลก็จะลดลง แรงจูงใจในการทำงานก็มีเพิ่มมากขึ้น มีแต่ผลดีทั้งนั้น ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นในเมืองไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม คุณยามาโตะได้ให้ข้อสังเกตว่า

 

“การลดค่ารักษาพยาบาลได้นั้นเป็นผลดีต่อการบริหารบริษัทเนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายในบริษัทได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือวิสัยทัศน์และบทบาทหน้าที่ของบริษัทที่คำนึงถึงสุขภาพและความสุขของพนักงานเป็นที่ตั้ง หากไม่เป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง”

 

 

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับอัศวินทั้ง 3